พิธีเปิดอาคารสมาคมเสถียรสัมพันธ์
อาคารหอบรรพชนตระกูลเถียน
อาคารหอบรรพชนตระกูลเถียน

ข้อบังคับของสมาคมเสถียรสัมพันธ์

ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่อให้การบริหารงานของสมาคมเสถียรสัมพันธ์เป็นไปได้โดยสะดวก เป็นปัจจุบัน และเป็นประโยชน์สูงสุด ต่อสมาชิกและส่วนรวม อาศัยข้อบังคับฉบับเดิม พ.ศ. ๒๕๒๙ (จัดตั้งสมาคม) และประกาศนายทะเบียนสมาคม เรื่องการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับสมาคม บนราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนที่ ๑๗๘ ง. หน้า ๒๓๖ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ และใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ (ส.ค.๕) ทะเบียนเลขที่
จ.๒๔๖๕/๒๕๕๙ เพื่อแก้ไขข้อบังคับข้อที่ ๑๔ ลงวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๙ และมติที่ประชุมใหญ่เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อแก้ไขข้อบังคับสมาคมเสถียรสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๙ ในข้อที่ ๒, ข้อที่ ๓ และข้อที่ ๓๒ อันได้รับการจดทะเบียนแก้ไขเสร็จสมบูรณ์ผ่านใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ (ส.ค.๕) ทะเบียนเลขที่ จ.๒๔๖๕/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๐ จึงได้ตราข้อบังคับฉบับนี้ เพื่อบังคับใช้ในสมาคมเสถียรสัมพันธ์ต่อไป ดังนี้

หมวดที่1

_____

หมวดที่ 1 ข้อความทั่วไป

ข้อ1. สมาคมนี้มีชื่อว่า “สมาคมเสถียรสัมพันธ์”
ข้อ2. เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็น รูปแซ่เถียร คืออักษรจีน มีช่อรวงข้าวอยู่ด้านใต้ตรา และมีข้อความภาษาไทยกำกับด้านใต้ว่า “ สมาคมเสถียรสัมพันธ์ ” ในภาษาไทย จีน และอังกฤษ

รูปเครื่องหมายของสมาคม

ข้อ3. สำนักงานใหญ่ของสมาคม ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๙๑ หมู่ ๙ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รหัสไปรษณีย์ ๑๓๐๐๐

ข้อ4. วัตถุประสงค์ของสมาคมเพื่อ
___    4.1 เชื่อมสามัคคีธรรมระหว่างชาวตระกูลเถียร ในประเทศไทยให้มีความสนิทสนมกัน เพื่ออุดหนุนการ ประกอบสัมมาอาชีพให้เกิดประโยชน์สุขและสันติภาพร่วมกัน
         4.2 อนุเคราะห์ผู้ยากจน อนาถา ที่เจ็บป่วยไข้ ให้ได้รับความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล โดยช่วยค่าตอบแทนเมื่อมีความจำเป็น และช่วยพยาบาลเพื่อสาธารณะประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้มิได้เกี่ยวกับการเมืองแต่ประการใด
         4.3 อนุเคราะห์การศึกษา โดยการช่วยนักเรียน และสถานที่เกี่ยวกับการส่งเสริมวัฒนธรรมต่าง ๆ
         4.4 ส่งเสริมกีฬาในร่มและกลางแจ้งเพื่อสุขภาพและก่อให้เกิดความสามัคคีอีกทั้งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

 

 

หมวดที่2

หมวดที่ 2 สมาชิก

ข้อ5. สมาชิกของสมาคม มี 2 ประเภท คือ

    5.1 สมาชิกสามัญตลอดชีพ ได้แก่ บุคคลที่สนใจในกิจกรรมของสมาคมและพร้อมที่จะร่วมมือกับสมาคม
    5.2 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม ซึ่งกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
ข้อ6. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้
    6.1 เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
    6.2 เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
    6.3 ไม่เป็นโรงที่สังคมรังเกียจ
    6.4 ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุกยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ การต้องคำพิพากษา ของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าวจะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือในระหว่างที่เป็นสมาชิก ของสมาคมเท่านั้น
ข้อ7. ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม
    7.1 สมาชิกสามัญตลอดชีพ จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก คนละ 100 บาท ค่าบำรุงสมาคม ครั้งเดียว 800 บาท
    7.2 สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ข้อ8. การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมให้ผู้ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคม ต่อเลขานุการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย 1 คน และให้เลขาการติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานของสมาคม เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่น ๆ ของสมาคมจะได้คัดค้านของสมาชิก (ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้วผลเป็นประการใด ให้เลาขานุการเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว
ข้อ9. ถ้ากรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็ให้ผู้สมัครนั้น ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ และสมาชิกภาพของผู้สมัคร ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครให้ชำระค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงภายในกำหนดก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก ข้อ10.สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณา ให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมได้มาถึงสมาคม
ข้อ11.สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
    11.1 ตาย
    11.2 ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
    11.3 ขาดคุณสมบัติสมาชิก
    11.4 ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือคณะกรรมการให้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนเพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤติตนนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
ข้อ12. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
    12.1 มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
    12.2 มีสิทธิเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ
    12.3 มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
    12.4 มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
    12.5 สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
    12.6 มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
    12.7 มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
    12.8 มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
    12.9 มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
    12.10 มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของสมาคม
    12.11 มีหน้าที่ร่วมกินการที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
    12.12 มีหน้าที่ช่วยแพร่ชื่อเสียงของสมาคม ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

หมวดที่3

หมวดที่ 3 การดำเนินกิจการสมาคม

ข้อ 13. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม มีจำนวน 15 คน ประกอบด้วย นายกสมาคม 1 คน, อุปนายก 2 คน และกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ อีก 12 คน โดยนายกสมาคม และอุปนายก ให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ส่วนกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ทั้งนี้ คณะกรรมการทุกคนต้องเป็นสมาชิกสามัญของสมาคม ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคมมีตำแหน่ง และหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้
    13.1 นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ และการประชุมใหญ่ของสมาคม
    13.2 อุปนายกทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการของสมาคมปฏิบัติตามที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคมให้อุปนายกให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน
    13.3 เลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคม และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม
    13.4 รองเลขานุการ ทำหน้าที่แทนเลขานุการไม่อยู่ และงานที่ได้รับมอบหมาย
    13.5 เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บเอกสารต่าง ๆ ของสมาคมไว้เพื่อการตรวจสอบ
    13.6 รองเหรัญญิก ทำหน้าที่แทนเหรัญญิกไม่อยู่ และงานที่ได้รับมอบหมาย
    13.7 ปฏิคม มีหน้าที่ในการต้อนรับแขกของสมาคมเป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคม และ จัดเตรียมสถานที่ประชุมต่าง ๆ ของสมาคม
    13.8 นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม ประสานงานกับเหรัญญิก ในการ เรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก
    13.9 ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและบุคคลโดยทั่วไป ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
    13.10 กรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้น โดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้วจะต้องไม่เกินจำนวนที่บังคับได้กำหนดเอาไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ให้ถือว่าเป็นกรรมการกลาง
ข้อ 14. คณะกรรมการของสมาคม สามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและ กรรมการชุดใหม่ ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ข้อ 15. ตำแหน่งกรรมการสมาคมถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระ ก็ให้นายกสมาคมแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควร เข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ที่เข้าดำรงตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น
ข้อ 16. กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระก็ด้วยเหตุดังต่อไปนี้คือ
    16.1 ตาย
    16.2 ลาออก
    16.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
    16.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง
ข้อ 17. กรรมการที่ประสงค์จะอาออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกรรมการและให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อคณะกรรมการมีมติให้ออก
ข้อ 18. อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
    18.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
    18.2 มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
    18.3 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง 18.4 มีอำนาจที่จะเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
    18.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
    18.6 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่น ๆ ตามข้อบังคับได้กำหนดไว้
    18.7 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
    18.8 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญจำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้อง
    18.9 มีหน้าที่จัดทำเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน และการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้ เมื่อสมาชิกร้องขอ 18.10 จัดทำบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ 18.11 มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ ข้อ 19. คณะกรรมการควรจัดประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม ข้อ 20. การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด ข้อ 21. ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคม ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวดที่4

หมวดที่ 4 การประชุมใหญ่

ข้อ 22. การประชุมใหญ่ของสมาคม 2 ชนิดคือ
           22.1 ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
           22.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ 23. คณะกรรมการ จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ภายในเดือนพฤษภาคม ของทุก ๆ ปี เว้นแต่เหตุจำเป็นก็ให้ปรับเลื่อนเป็นเดือนอื่นได้

ข้อ 24. การประชุมใหญ่วิสามัญอาจจะมีขึ้นได้โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นสมควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกสามัญไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องขอต่อคณะกรรมการ ได้จัดให้มีขึ้นได้

ข้อ 25. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุ วัน เวลา และสถานที่ ให้ชัดเจ โดยจะแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่

ข้อ 26. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
           26.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
           26.2 แถลงบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ
           26.3 เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดตามวาระ
           26.4 เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
           26.5 เรื่องอื่น ๆ ถ้ามี
ข้อ 27. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญ จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน หรือไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้ขยายเวลาออกไปอีกพอสมควร แต่เมื่อครบกำหนดเวลาที่ขยายออกไปแล้ว ยังมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้เลื่อนประชุมคราวนั้นไปและให้จัดประชุมใหม่อีกครั้งหนึ่งหลังจากเวลาที่ได้ล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่จะต้องไม่เกิน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้เลื่อนการประชุมในครั้งแรก ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก สำหรับการประชุมในครั้งหลัง ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม

ข้อ 28. การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ 29. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคม ไม่มาร่วมประชุมหรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวดที่5

หมวดที่ 5 การเงินและทรัพย์สิน

 ข้อ 30. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการสมาคมการเปิดบัญชีเงินฝากของสมาคมไว้ที่ธนาคารทั้งประเภทสะสมทรัพย์และประเภทฝากประจำให้ฝากในชื่อบัญชีสมาคมเสถียรสัมพันธ์ สำหรับการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวให้นายกสมาคม หรืออุปนายก (กรณีนายกสมาคมไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้) 1 คน และเหรัญญิกหรือรองเหรัญญิก (กรณี เหรัญญิกไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้) 1 คน เป็นผู้มีอำนาจสั่งถอนเงินจากบัญชีของสมาคม เพื่อใช้ในกิจการของสมาคมได้ภายใต้กฎระเบียบและข้อบังคับของสมาคม

ข้อ 31. การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม ต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรืออุปนายกผู้ทำการแทนนายกสมาคม ลงนามร่วมกับเหรัญญิกหรือรองเหรัญญิกผู้ทำการแทนเหรัญญิกจึงจะถือว่าใช้ได้

ข้อ 32. ให้นายกสมาคม มีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) และให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งจ่ายครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านั้น จะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม

ข้อ 33. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันที ที่ให้โอกาสมอบอำนาจให้

ข้อ 34. เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและการรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทน ร่วมกับ เหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

ข้อ 35. ผู้สอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

ข้อ 36. ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงิน และทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และสามารถจะเรียกกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชี และทรัพย์สินของสมาคมได้

ข้อ 37. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

หมวดที่6

หมวดที่ 6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม

ข้อ 38. ข้อบังคับของสมาคม จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ก็โดยมติที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่ จะต้องมี สมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน หรือไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อย 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

ข้อ 39. การเลิกสมาคม จะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคม จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วม ประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่ต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

ข้อ 40. เมื่อสมาคมต้องเลิกไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของสมาคมฮากกา (ผู้รับต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะประโยชน์)

 




Go to top